บุญราศีฟรังซิสโก และยาชินทา แห่งฟาติมา

คุณพ่อยัง เอเมอรี เขียน (ก. ครุวรรณ ถอดความ)

วันที่ 13 พฤษภาคม 2000 ที่ฟาติมา ท่ามกลางนักแสวงบุญเกือบ 1 ล้านคน สมเด็จพระสันตปาปา ยอห์น ปอลที่ 2 ทรงประกาศบันทึกชื่อของ ฟรังซิสโก มาร์โต และยาชินทา น้องสาว อยู่ในสารบบบุญราศี หนูน้อยทั้งสองเสียชีวิตเพราะเป็นไข้หวัดใหญ่ เสปนที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนั้น ฟรังซิสโกเสียชีวิตเมื่อ 4 เมษายน 1919 ขณะมีอายุได้ 12 ขวบ ส่วนยาชินทาเสียชีวิตวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1920 ขณะที่มีอายุได้ 10 ขวบ ก่อนหน้านั้น พระศาสนจักรไม่เคยจัดให้เด็กเข้าอยู่ในสารบบบันทึกการเป็นบุญราศีหรือนักบุญ นอกจากเด็กที่เป็นมรณสักขี เช่นนักบุญทารกผู้วิมล. นักบุญทาร์ซีซิโอ (ศตวรรษที่ 3). มรณสักขีเด็ก 15 คน ที่ญี่ปุ่นที่มีอายุระหว่าง 12-15 ปี และนักบุญมารีอากอแร็ตตี (11 ขวบ)

นักบุญที่มีอายุน้อยที่สุด และมิใช่มรณสักขี คือ นักบุญดอกมินีโก ซาวีโอ ซึ่งจากโลกนี้ไปเมื่ออายุ 15 ปี พระศาสนจักรประกาศบันทึกฟรังซิสโกและยาชินทา ในสารบบบบุญราศี เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการบันทึกนามในสารบบบนักบุญต่อไป นอกจากนั้น พระศาสนจักรยังให้หนูน้อยทั้งสอง เป็นตัวอย่างการดำเนินชีวิตที่เราสามารถคารวะและสวด วิงวอนผ่านทั้งสองได้ ทั้งนี้มิใช่เป็นเพราะว่าทั้งสองได้เห็นการประจักษ์ แต่เพราะการมีคุณธรรมแบบคริสตังที่ทั้งสองมีตามวัยของตนนั่นเอง

หนูน้อยทั้งสามผู้เลี้ยงแกะ

ชื่อของ ฟรังซิสโก และยาชินทา มาร์โต อยู่คู่กับชื่อของลูซีอา โดสซันโตส ซึ่งมีอายุมากกว่า และเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน หนูน้อยทั้งสามมีสิ่งเดียวที่เหมือนกันคืออยู่ในครอบครัวที่ยากจน ซึ่งพระเป็นเจ้ามักทรงใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงถึงพระฤทธานุภาพของพระองค์ ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ว่า "ขณะที่ข้าพเจ้าอ่อนแอนั่นแหละ ข้าพเจ้ารู้สึกเข้มแข็ง" หนูน้อยทั้งสามมีภูมิลำเนาอยู่ที่หมู่บ้านอัลฮุสเตรส ในเขตฟาติมาที่กันดาล ลูซีอาเกิดเมื่อ 28 มีนาคม 1907 ฟรังซิสโก 11 มิถุนายน 1908 ส่วนยาชินทา 11 มีนาคม 1910 บิดามารดาของพวกเขาเป็นคริสตังที่มีความเชื่ออย่างลึกซึ้ง พวกเขาเป็นเกษตรกรที่ยากจนและ เป็นเจ้าของฝูงแกะเล็ก ๆ ทุกคนทำงานตามฤดูกาล หยุดพักผ่อนเพื่อไปร่วมพิธีมิสซาในวันอาทิตย์ วันฉลองทางศาสนา และมีงานรื่นเริงประจำท้องถิ่นเป็นครั้งคราว

หนูน้อยทั้งสามมีคุณสมบัติและข้อบกพร่องเช่นเดียวกับเด็กอื่น ในละแวกบ้าน หนูน้อยทั้งสามอ่านและเขียนหนังสือไม่เป็น เมื่อมีการประจักษ์ หน้าที่หลักของพวกเขาคือ การเลี้ยงดูฝูงแกะของ 2 ครอบครัว อย่างไรก็ดี มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างไปจากเด็กเลี้ยงแกะคนอื่น คือนอกจากพวกเขาจะเล่นกันขณะเลี้ยงแกะแล้ว พวกเขามีการร่วมกันสวดสายประคำ และต่อมาพวกเขาก็เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เมื่อได้รับเลือกจากสวรรค์ให้เป็นผู้ถือสารที่สำคัญ

ลูซีอา หนูน้อยผู้มีอายุมากที่สุด และยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน หลังจากการประจักษ์แล้ว เธอได้สมัรเป็นซิสเตอร์ที่อาราม นักบุญโดโรที และต่อมาตั้งแต่ปี 1948 ได้เปลี่ยนไปเป็นภคินีคาร์เมไลต์ในอารามที่ เมืองโคอิมบราปัจจุบันมีอายุ 97 ปี และเป็นผู้ที่รับทราบสารและรายละเอียดต่าง ๆ ของการประจักษ์มากที่สุด

การประจักษ์ในท้องฟ้า..

โดยทั่วไป เมื่อพูดถึงการประจักษ์ที่ฟาติมา เราจะคิดถึงการประจักษ์ของแม่พระแก่เด็ก 3 คน ทุกวันที่ 13 ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง ตุลาคม 1917 ที่จริง หนูน้อยทั้งสามได้รับการเตรียมตัวเพื่อการประจักษ์นี้ โดยมีเทวดาองค์หนึ่งประจักษ์มาหาหลาย ครั้ง ตั้งแต่ปี 1915 เพื่อเชิญให้พวกเขาเตรียมพร้อมและคุ้นเคยกับการสวดภาวนา นอกจากนั้นแต่ละคนยังได้รับการประจักษ์เป็นการส่วนตัวด้วย โดยเฉพาะลูซีอา ซึ่งแม้แต่เมื่ออยู่ในอารามคาร์แมลแล้ว ก็ยังได้รับการประจักษ์เพื่อเตือนให้ระลึกถึงสาร และอธิบายความหมายของสารให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การประจักษ์ที่สำคัญที่สุดคือ การประจักษ์ระหว่างปี 1917 ให้เราทบทวนการประจักษ์แต่ละครั้งอย่างสั้น ๆ และมีข้อสังเกตด้วยว่า ในการประจักษ์แต่ละครั้งนั้น ลูซีอา เห็น ได้ยิน และสนทนากับสตรี ยาชินทา เห็นและได้ยิน แต่มิได้สนทนา ส่วนฟรังซิสโกเห็น แต่ไม่ได้ยิน และไม่ได้สนทนา

13 พฤษภาคม 1917 : การประจักษ์ครั้งแรก

ขณะที่หนูน้อยทั้งสามกำลังเลี้ยงสัตว์อยู่ด้วยกันที่ หุบเขาโควา ดาอีรีอา (Cova da Iria) ซึ่งเป็นหุบเขาที่แห้งแล้ง มีแต่ต้นสนใบเขียว สตรี ได้ประจักษ์มาเหนือกลุ่มต้นสนที่นี่ในเวลาราวเที่ยงวัน สตรีนั้นมีใบหน้าที่มีแสงเป็นประกาย ทั้งยิ้มและเศร้าหมอง มือทั้งสองประสานกันอยู่ โดยมีสายประคำอยู่ที่มือขวา พร้อมกับกล่าวว่า "ดิฉันมาจากสวรรค์ เพื่อขอให้พวกหนูมาที่นี่ทุกวันที่ 13 ติดต่อกัน 6 เดือน ในเวลาเดียวกัน และจะบอกให้ทราบต่อไปว่าดินฉันคือผู้ใด"

สตรีกล่าวแก่ลูซีอาว่า พวกเธอทั้งสามคนจะได้ไปสวรรค์ แต่ฟรังศิสโก จะต้องสวดสายประคำมาก ๆ และสตรีได้ถามพวกเธอว่า

พวกเธอจะถวายความทุกข์ยากทั้งหลายที่พระองค์จะทรงมอบให้ แด่พระเป็นเจ้าหรือไม่ เพื่อเป็นการชดเชยบาปต่าง ๆ และเพื่อการกลับใจของคนบาป

พวกเรายินดีเช่นนั้น

พวกเธอจะได้รับทุกข์ทรมานมาก แต่พวกเธอจะได้รับพระหรรษทานช่วยเหลือจากพระเป็นเจ้า

13 มิถุนายน 1917: การประจักษ์ครั้งที่ 2

มีคนประมาณ 50 คนอยู่ด้วย ในการสนทนาระหว่าง ลูซีอา กับสตรีผู้นั้น

13 กรกฎาคม 1917: การประจักษ์ครั้งที่ 3

มีผู้คนหลายพันคน "เดือนตุลาคม ดิฉันจะบอกว่าดิฉันคือผู้ใด ดิฉันจะทำอัศจรรย์ใหญ่ให้ทุกคนเห็นและเชื่อ" ต่อมา เด็กทั้งสามได้เห็นนรกที่มีปีศาจและวิญญาณที่กำลังทนทุกข์ทรมานอยู่ หลังจากนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศรัสเซีย เป็นการแจ้งให้ทราบถึงสิ่งเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก เพราะลัทธิคอมมิวนิสต์ การทำให้ประเทศศักดิ์สิทธิ์ด้วยการถวายแด่ดวงหทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระนาง การรับศีลในวันเสาร์ต้นเดือน และ "ที่สุดดวงใจที่บริสุทธิ์ของดิฉันจะเป็นผู้ชนะ สมเด็จพระสันตปาปาจะถวายประเทศรัสเซียแก่ดิฉัน และรัสเซียจะกลับใจ จากนั้นโลกก็จะสงบสุขอยู่ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง"

13 สิงหาคม 1917: การประจักษ์ครั้งที่ 4

มีคนประมาณ 20,000 คน ครั้งนี้มีกลิ่นหอมระเหยออกมาจากต้นโอ๊ก แต่หนูน้อยทั้งสามมิได้อยู่ในที่ประจักษ์ เพราะถูกทางการกักตัวไว้ และหลังจากที่ได้รับการปล่อยตัว สตรีก็ได้ประจักษ์มาหาในวันที่ 19 ในสถานที่ใกล้กับหมู่บ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่ และได้แจ้งให้มีการสร้างวัดขึ้นที่หุบเขาโควา ดาอีรีอา

13 กันยายน 1917: การประจักษ์ครั้งที่ 5

หนูน้อยทั้งสามอยู่ท่ามกลางฝูงชนประมาณ 25,000 คน การประจักษ์ครั้งนี้ มีสิ่งแปลกประหลาดหลายสิ่งเกิดขึ้น เช่น มีลูกโลกที่สว่างเคลื่อนตัวมายังสถานที่นั้นก่อนการประจักษ์ และลูกโลกเคลื่อนตัวออกไปก่อนที่สตรีผู้ประจักษ์จะจากไป มีฝนกลีบดอกไม้ขาวตกลงมาจากท้องฟ้า และมีกลุ่มควันหอมลอยอยู่เหนือต้นไม้ที่มีการประจักษ์

13 ตุลาคม 1917 : การประจักษ์ครั้งสุดท้าย

ผู้คนราว 70,000 คน มาเฝ้าคอยการประจักษ์ สตรีกล่าวย้ำเรื่องการสร้างวัด และจากไปโดยทิ้ง กลิ่นหอมเดิมเช่นที่ต้นโอ๊กในครั้งก่อนไว้ อัศจรรย์ใหญ่ตามที่ได้เคยประกาศไว้ เริ่มจากบ่าย 2 โมง ฝนได้หยุดตก และท้องฟ้าก็เริ่มสดใส ฝูงชนได้มองไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังแกว่างตัวไปมา โดยไม่มีอาการตาพร่าใด ๆ ดวงอาทิตย์กระพริบดับและทอแสงจ้าเป็นสาย ๆ สลับไปมา บางครั้งก็ดูเหมือนกำลังตกลงมายังโลกอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็กลับไปหยุดอยู่ที่เดิม เริ่มแรกเมื่อเกิดเหตุการณ์ ฝูงชนตกใจกลัว และต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นขับร้องเพลงด้วยความชื่นชมยินดีที่ได้แลเห็นอัศจรรย์ ส่วนผู้มาเพราะไม่เชื่อพากันกลับไปด้วยความประหลาดใจ

หนูน้อยและสารที่ได้รับ

ฟรังซิสโก และ ยาชินทา มิได้มีชีวิตอยู่เป็นพยานในเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศรัสเซียซึ่งในปีนั้นเอง ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้เริ่มก่อตัวและแพร่ไปยังประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ พร้อมกับการขยายตัวของความเชื่อที่ว่าไม่มีพระเป็นเจ้า การเบียดเบียนพระศาสนา การฆ่าหมู่และการส่งนักโทษที่มีความคิดเห็นคัดค้านไปยังค่ายกักกัน... สารที่ได้รับจากการประจักษ์ของแม่พระคือ การสวดภาวนา การใช้โทษบาป และการกลับใจ เพราะมีผู้ละเมิดบัญญัติของพระกันมาก และหลายคนกำลังจะได้รับโทษนิรันดร์

ที่จริงก่อนหน้านั้น แบร์นาแด็ตก็ได้รับสารเดียวกันคือ "การสำนึกผิด.. จงสวดภาวนาเพื่อคนบาป!" หนูน้อยทั้งสามที่ได้รับการประจักษ์มาของเทวดาหลายครั้ง ก็เพื่อสอนให้พวกเขารู้จักรูปแบบต่าง ๆ ของการสวดภาวนา และเมื่อสตรีได้ประจักษ์มา ก็ได้สอนย้ำการสวดสายประคำ และได้เสริมการสวดถึงพระเยซูเจ้าทุกครั้งเมื่อสวดวันทามารีอาครบ 10 เม็ด เราจึงระลึกถึงแม่พระแห่งสายประคำทุกวันที่ 13 ตุลาคม

ตั้งแต่การประจักษ์ครั้งแรกวันที่ 13 พฤษภาคม แม่พระได้กล่าวถึงสิ่งที่เทวดาได้กล่าวกับหนูน้อยทั้งสาม คือการเป็นทุกข์ถึงบาปและการใช้โทษบาป เพื่อการกลับใจของคนบาป นอกจากนั้น เมื่อทั้งสามได้แลเห็นผู้คนที่ไม่กลับใจ และตกอยู่ในนรกที่น่ากลัว (13 กรกฎาคม) พวกเขายิ่งมั่นใจในการยินดีที่จะสวดภาวนาและใช้โทษบาป การเผยแสดงถึงนรก เป็นการแสดงถึงผลร้ายที่จะได้รับอย่างมหัน์เพราะการทำบาป ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดเคืองอย่างยิ่ง ต่อพระเป็นเจ้า สารจากฟาติมา เป็นสารสากลที่ผ่านมาทางหนูน้อย และมีผลต่อวิญญาณของทั้งสาม ในที่นี้เราจะขอกล่าวถึงแต่ฟรังซิสโก และยาชินทา เพราะลูซีอายังคงมีชีวิตอยู่

ฟรังซิสโก และ ยาชินทา ก็เป็นเหมือนกับเด็กโดยทั่วไป มาจากครอบครัวคริสตังใจศรัทธา มีพ่อแม่ที่อบรมสั่งสอนตามความรู้ประสาชาวบ้าน สารที่ได้รับจากการประจักษ์ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของทั้งสองโดยสิ้นเชิงในช่วงเวลาอันสั้น และได้กลายเป็นเด็กที่กล้าหาญ แม้จะถูกจับขังและถูกขู่ฆ่าก็ตาม เด็กทั้งสองต่างเป็นตัวของตัวเองที่แตกต่างกัน

ฟรังซิสโก (1908-1919)

เป็นเด็กขี้อายและจริงจังชอบร้องเพลง และทำเสียงเพลงด้วยการเป่าไม้อ้อ การประจักษ์และสารที่เขาทราบจากลูซีอาและยาชินทา ทำให้เขารู้จักครุ่นคิดด้วยความสงบ และทราบว่าเขาจะได้ไปสวรรค์ในอีกไม่นาน

ฟรังซิสโกไม่ค่อยสนใจกับข้าวของในโลกนี้มากนัก เขาเพียงต้องการเป็นสหายของพระเยซูเจ้า เพราะมีผู้คนมากมายทำบาปให้เป็นที่เคืองพระทัยพระองค์ ดังนั้นเขาจึงยึดมั่นในพระองค์ด้วย การสวดสายประคำ การไปวัดทุกวัน และการเฝ้าศีลเท่าที่จะทำได้ นอกจากนั้น เขายังพยายามทำพลีกรรมและยอมรับความทรมานขณะที่กำลังเจ็บป่วย บุคลิกเหนือธรรมชาติของฟรังซิสโก คือพยายามอยู่ใกล้ชิดพระเยซูเจ้า และปลอบโยนพระทัยของพระองค์ด้วยการสวดภาวนาเพื่อคนบาป

ยาชินทา (1910-1920)

ก่อนการประจักษ์ เธอเป็นเด็กร่าเริง ชอบกระโดดโลดเต้น มีจิตใจอ่อนไหวและชอบทำหน้าบี้ง ซึ่งลูซีอาเองก็ต้องยอมตามใจเธออยู่บ่อย ๆ หลังการประจักษ์ เธอมีความนึกคิดแบบผู้ใหญ่และ พร้อมที่จะสนองตอบต่อพระหรรษทานที่ได้รับ เธอเข้าใจความหมายของสารที่ได้รับเป็นอย่างดีว่า บาป เป็นสิ่งที่ขุ่นเคืองต่อพระทัยพระเป็นเจ้า เธอรู้สึกเศร้าใจ เมื่อคิดถึงโทษที่ผู้ปฏิเสธพระเมตตาของพระเป็นเจ้า จนถึงวันที่จากโลกนี้ไปจะได้รับ และดังนั้นเธอจึงทำพลีกรรมเพื่อใช้โทษบาป และยอมรับความทุกข์ทรมานทั้งหลาย "เพื่อให้คนบาปกลับใจ"

หนูน้อยทั้งสองเมื่อรับทราบความหมายของสาร และเรียนรู้จักทางออกที่มีแม่พระเป็นผู้ชึ้นำ แลบะคอยให้ความช่วยเหลือแล้ว ทั้งสองก็ได้สวดสายประคำทุกวัน และก้าวสู่ชีวิตแห่งความศักดิ์สิทธิ์อย่างรวดเร็ว ทั้งสองทราบถึงความรักของพระคริสตเจ้าที่มีต่อคนบาป ที่กระทำผิดอย่างมหันต์ต่อพระองค์ ทั้งสองสัตย์ซื่อต่อคำสัญญาที่ได้ให้ไว้ตั้งแต่การประจักษ์ครั้งแรก แม้กระทั่งการถูกจับขัง และถูกขู่เข็ญว่าจะต้องถูกโยนลงไปในกระทะที่มีน้ำมันกำลังเดือดพล่านอยู่ก็ตาม ทั้งสองก็พร้อมจะเป็นมรณสักขี จะเห็นว่าพระหรรษทานของศีลล้างบาปที่ทั้งสองได้รับตั้งแต่เล็ก ก็สามารถทำให้แม้แต่ผู้ที่อ่อนวัยบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ระดับนักบุญได้ ดังที่พระศาสนจักรได้บันทึกชื่อของทั้งสองไว้ในทำเนียบบุญราศีเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2000

back

 

 

Free Web Hosting